SEX AND THE CITY


เชื่อแน่ๆ ว่าไม่ว่าจะเป็นเหล่าน้องนี หรือประเทืองแท้ทั้งหลาย หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จนจบแล้ว จะต้องหลงไหล (ไม่ใช้คำว่ารักนะ เพราะความสามารถของหนังเรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น)

โครงเรื่องหลักๆ ของเรื่องนี้ก็กล่าวถึงเหล่าผู้หญิงสาวที่พยายามวิ่งตามหาความฝันของตัวเอง ของแบรนด์เนม และรักแท้ ซึ่งก็ช่างจะสร้างสรรค์ได้อย่างตรงใจเหล่าแม่ยอดพธูทั้งหลายเป็นยิ่งนัก เพราะเนื่องจากในชีวิตจริง สิ่งที่สาวๆ ทั้งหลายตามหามาทั้งชีวิตก็มีอยู่ไม่เกินไปกว่านี้จริงๆ (หรืออาจจะมากกว่านี้อีกสักอย่างสองอย่าง)

จึงไม่แปลกเลย ที่ TV SERIES เรื่องนี้จะถูกฉายติดต่อกันยาวนานถึง 6 ซีซั่น ทาง HBO รวมทั้งยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ 50 รางวัลในระหว่างการออกอากาศ ได้รับ 7 รางวัล ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 24 รางวัล และได้รับ 8 รางวัล เพราะมันมีเนื้อหาที่ตีแสกหน้าเหล่าน้องนางทั้งหลายได้ตรงจุดค่อนข้างจะเป๊ะๆ นั่นเอง

ตัวเอกของเรื่องทั้ง 4 นาง อันประกอบไปด้วย แคร์รี่ ซาแมนธ่า มิแรนด้า และชาร์ล็อท ต่างก็ประสบความสำเร็จในชีวิตกันเป็นอันดี ทั้งหน้าที่การงาน และความรัก แม้จะมีปัญหาขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่ามีชีวิตที่ (ค่อนข้างจะ) สมบูรณ์แบบกันถ้วนทั่วทุกตัวนางเลยแหละ

แน่นอนว่าผ่านพ้นมาหลายฝนหลายหนาวจาก SERIES ทางโทรทัศน์ พอมาขึ้นจอใหญ่ในปี 2008 ก็ต้องมีการดัดแปลงสภาพสังคมกันบ้างตามเวลาอันเหมาะสม เหล่าสาวๆ ผู้พิศมัยในของแบรนด์เนม และหนุ่มเหน้าหน้าใสจึงต้องเปลี่ยนร่างไปตามกาลเวลา

เรื่องย่อ (ย่อแล้วจริงๆ แต่บังเอิญตอนเรียนประถม 4 สอบตกวิชาย่อความ)

แคร์รี่ แม่โฉมฉายผู้โดดเด่นไปด้วยสมอง และความงาม (แบบเหี่ยวๆ นิสนึง) ยังคงใฝ่ฝันถึงรักแท้ที่จะเคียงคู่กันไปตราบจนลงโลงอยู่ เธอและมิสเตอร์บิ๊ก ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ และรูปสมบัติ (แบบหนุ่มใหญ่ทรงเสน่ห์ : ลำเอี๊ยงลำเอียง เวลาชมชะนีล่ะชมซะดูแย่เชียว) ที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ตกลงจะใช้ชีวิตร่วมหอลงโลงกันเป็นเรื่องเป็นราว

อีนางทั้ง 4 ตื่นเต้นดีใจเป็นอันมาก โดยเฉพาะแม่แคร์รี่โฉมฉายวัย 40 ที่ใกล้จะเฉียดตายเข้าไปทุกที ได้รับเกียรติให้เขียนคอลัมน์สาวโสดนางสุดท้ายลงในนิตยสาร VOGUE รวมทั้งเธอยังได้รับชุดแต่งงานจาก วิเวียน เวสท์วูด เป็นของกำนัลชั้นเลิศ

คืนก่อนวันแต่งงานมีการจัดงานเลี้ยงสละโสดขึ้น ช่างบังเอิญพอเหมาะพอเจาะกับที่มิแรนด้ากำลังมีเรื่องระหองระแหงกับสามีนายกระจอกของเธอด้วยข้อพิพาทกรณีการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นของเขา เธอของขึ้นถึงขนาดกล่าวกับมิสเตอร์บิ๊กว่า “พวกคุณมันบ้าที่คิดจะแต่งงาน” โดยที่เธอหารู้ไม่ว่าอารมณ์ชั่ววูบเดียวของเธอจะกลายเป็นตัวการทำลายชีวิตคู่ของเพื่อนสาวสุดรักที่กำลังจะเดินทางมาถึงในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้าต้องมีอันพังป่นปี้ยับเยิน

หลังจากวรรคทองของมิแรนด้า กลายเป็นมิสเตอร์บิ๊กที่ต้องครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ความเหลาะแหละโลเลก่อตัวขึ้นกับพ่อหนุ่มใหญ่ที่ชีวิตคู่ล้มเหลวมาแล้วมากกว่า 1 หนอย่างทันควัน จนในที่สุด เช้าวันนั้น เขาตัดสินใจระงับการแต่งงาน ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นเสมือนการกระโดดดร็อปคิกแคร์รี่ลงสู่ก้นเหวอันดำมืดในทันทีทันใดเช่นกัน

หลังจากวันนั้น แคร์รี่เอาแต่หมกตัวเองอยู่ในกองทุกข์ และต้องย้ายกลับมาอยู่อพาร์ทเมนท์หลังเดิมที่เธอเคยอยู่แทนที่จะได้ไปอยู่ห้องสุดหรูกับว่าที่สามี ความฝันของเธอพังทลายจนหมดสิ้น แต่ก็อย่างว่าแหละนะ เพื่อนกับผัวน่ะ ความเป็นเพื่อนมันยั่งยืนกว่าอยู่แล้ว เหล่าเพื่อนสาวทั้ง 3 ของแคร์รี่จึงต่างพยายามอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชที่จะช่วยกันดึงเธอให้ขึ้นมาจากหลุมนรกนั่น และพวกเธอก็ทำสำเร็จ (อีพวกมีผัวแล้วทิ้งเพื่อนจงดูเอาไว้เป็นตัวอย่างซะ)

แคร์รี่กลับมาเป็นคนเก่าที่เฉิดฉาย และมั่นใจ โดยมีหลุยส์ สาวมืดร่างอวบแต่สว่างไสวด้วยความคิดอ่านอันชาญฉลาดก้าวเข้ามาเป็นผู้ช่วย และผู้ชี้ทางสว่างให้เธอ ทั้ง 2 แลกเปลี่ยนทรรศนคติให้แก่กันและกันตามรูปแบบที่ผู้หญิงมีสมองพึงกระทำ และแคร์รี่ก็ได้พบว่า หัวใจของตัวเองที่ร่ำๆ ว่าปิดตายไปแล้วนั้นมันยังคงมีรอยแง้มเล็กๆ ให้ใครบางคนอยู่

วันหนึ่ง ชาร์ล็อทซึ่งกำลังท้องแก่ได้พบชายผู้ทำลายความฝันของเพื่อนสาวเธอพังยับเยิน เธอด่ากราดเขาอย่างยับเยินไม่แพ้กัน และพยายามจะหนีหน้า แต่เจ้ากรรม ถุงน้ำคร่ำเธอดันแตก มิสเตอร์บิ๊กจึงต้องพาเธอไปส่งโรงพยาบาล จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอได้เข้าใจเหตุผลของเขาที่ทอดทิ้งเพื่อนสาวไป ทำให้เธอสงสารเขามากขึ้น

แคร์รี่เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนสาวพร้อมกับรับขวัญหลานตัวน้อย เธอได้รับคำแนะนำให้คืนดีกับมิสเตอร์บิ๊ก แต่ก็อย่างว่าแหละนะ คนมันเจ็บแล้วมันก็ต้องจำ ไม่ใช่วัวใช่ควายที่สนตะพายแล้วเฆี่ยนตีเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจะจำนี่หว่า แคร์รี่จึงยัง 2 จิต 2 ใจที่จะไปเผชิญหน้ากับบิ๊ก

วันวาเลนไทน์ปีถัดมา แคร์รี่ได้รับฟังความจริงจากปากของมิแรนด้าเกี่ยวกับเรื่องราวในคืนก่อนวันแต่งงานของเธอที่ถูกเก็บงำมานานนับปี ทำให้เธอโกรธมิแรนด้ามาก มิแรนด้าตามง้อเพื่อนสาวอยู่นาน แคร์รี่จึงยกโทษให้ ทั้ง 2 ได้สนทนากันถึงความรักของตัวเองอีกครั้ง แคร์รี่แนะนำให้มิแรนด้ายกโทษให้สามีของเธอ ในขณะที่มิแรนด้าเองก็แนะนำให้แคร์รี่ไปปรับความเข้าใจกับมิสเตอร์บิ๊กเช่นกัน

แคร์รี่เช็กอีเมล์ตามที่หลุยส์สั่งเสียไว้ก่อนที่จะกลับไปแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มของเธอ ในอีเมล์ แคร์รี่ได้พบอีเมล์พร่ำรำพันคำรักที่มิสเตอร์บิ๊กคัดลอกมาจากหนังสือเล่มโปรดของเธอ พร้อมด้วยคำขอโทษ นั่นทำให้เธอตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังห้องพักสุดหรูของเธอ และเขาที่กะจะเอาเป็นเรือนหออีกครั้ง

ที่นั่น เธอได้พบกับมิสเตอร์บิ๊ก ทั้ง 2 ได้ปรับความเข้าใจ และกลับมารักกันอีกครั้งหนึ่ง และแคร์รี่ก็ได้ตระหนักว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย จะมีชะนีแรงๆ ผุดตามก้นกันมากี่ตัว แต่ความเลอค่าของความรักที่หามาได้ด้วยใจจริงนั้น...

ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแบรนด์ดังๆ อย่างแน่นอน...คอนเฟิร์ม

*** ป.ล.ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดอยู่ในเรท R ไม่เหมาะกับเยาวชนที่ยังไม่หย่านม และพวกแอ๊บแบ๊ว

edit @ 9 Jan 2009 16:04:19 by Korwoo



จะเชยมั้ย ถ้าจะบอกว่าเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้?

Wall-E เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น ลำดับที่ 9 จาก Walt Disney และ Pixar โดยเรื่องราวกล่าวถึงหุ่นยนต์กำจัดขยะที่ชื่อ "Wall-E" ผู้ซึ่งอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดาย เพราะยังมีเพื่อนร่วมโลกแมงกะจั๊วตัวน้อยบนโลกมนุษย์ซึ่งถูกทอดทิ้งไปแล้ว

จนวันหนึ่ง Wall-E ได้พบยานอวกาศขนาดมหึมา ที่ส่ง "Eve" ซึ่งเป็นหุ่นยนต์สำรวจทรัพยากรอันสูงส่งด้วยเทคโนโลยีจากนอกโลก หน้าที่ของ Eve คือ ตามหาทรัพยากรล้ำค่าที่เรียกว่า "พืช" เพื่อนำกลับไปสู่ "แอกเซียม" ยานแม่ที่เธอจากมาแสนไกล

หลังจากที่ Wall-E ได้พบกับ Eve ความรู้สึกแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นในสมองจักรกลของเขา มันคือความรัก และความผูกพันที่ไม่จำเป็นต้องใส่โปรแกรมใดๆ และมันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นนอกเหนือคำสั่งทั้งมวล

จนเมื่อ Wall-E ได้มอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้แก่ Eve มันคือต้นไม้ต้นเล็กในรองเท้าบูทเก่าๆ ร่างกายของ Eve ตอบสนองต่อสิ่งนั้นทันที เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในการค้นหา ร่างกายของ Eve จึงหยุดการทำงาน Wall-E ว้าวุ่นใจมาก เขาเฝ้าคอยแต่ Eve ผู้เป็นที่รัก ด้วยหวังว่าสักวันเธอจะกลับคืนมาเคลื่อนไหว และพูดคุยกับเขาได้เหมือนดังเก่า

วันหนึ่ง ยานอวกาศลำเดิมกลับมาอีกครั้ง เพื่อนำพา Eve ซึ่งปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วกลับไปยังแอกเซียม Wall-E ได้ติดตามยานลำนั้นไป โดยเกาะติดไปนอกตัวยาน เขาได้พบว่าเหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ที่แอกเซียมนั้น แท้ที่จริงแล้วหาใช่มนุษย์ต่างดาวจากพิภพใดไม่ หากแต่เป็นเหล่ามนุษย์ผู้ทอดทิ้งโลกของตนมานั่นเอง

การผจญภัยของ Wall-E และ Eve จึงเริ่มต้นขึ้นที่ยานลำนั้น เขาเที่ยวตามหา Eve จนทั่วทั้งแอกเซียม และได้พบว่าเหล่ามนุษย์ทั้งหลายได้ลืมเลือนวิถีชีวิตแบบที่มนุษย์ควรจะเป็น ไปเสียแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปอย่างมาก ทำให้มนุษย์เหล่านั้นลืมเลือนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่บรรพบุรุษของพวกเขา สร้างสรรค์ขึ้นมา

Wall-E ได้พบกับ Eve ในที่สุด ร่างของ Eve ถูกนำไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อนำเอา "พืช" มาใช้ในเครื่องมือนำร่องเพื่อเดินทางกลับสู่โลก เพราะพืชเป็นหลักฐานที่จะบ่งบอกได้ว่า โลกที่เคยถูกทอดทิ้งมานั้น กลับสู่สภาพเหมาะสมที่จะฟื้นฟูให้ดีดังเดิมแล้ว

ทว่าแผนการกลับโลกมิได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อ "Auto" ระบบผู้ช่วยควบคุมของกัปตัน ปฏิเสธการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิของเหล่ามนุษย์ เขาขัดขวางการกลับสู่โลกมนุษย์ และต่อสู้กับกัปตัน เพราะคิดว่าเมื่อใดที่มนุษย์สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เหล่าหุ่นยนต์ก็จะหมดความหมาย

กัปตันได้ลุกขึ้นต่อสู้ด้วย 2 มือ และ 2 เท้าอย่างเต็มภาคภูมิ จากวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้เหล่ามนุษย์ได้รู้ซึ้งว่า พวกเขาพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนกลายเป็นมหันตภัยต่อตนเองโดยไม่รู้ตัว Wall-E และ Eve พยายามที่จะนำพาเหล่ามนุษย์กลับสู่โลกให้ได้ สุดท้ายการต่อสู้จบลง เหล่ามนุษย์ และหุ่นยนต์ทั้งหลายที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างมนุษย์ได้รับชัยชนะ แต่ต้องแลกด้วยชีวิตของ Wall-E

เมื่อกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย เหล่ามนุษย์ต่างก็พากันเศร้าโศกเสียใจกับการตาย (พัง) ของ Wall-E แต่ Eve ไม่ละความพยายาม เธอมุ่งตรงไปยังโรงเก็บขยะ บ้านของ Wall-E ที่ที่ทั้ง 2 ได้สร้างความผูกพันกันเป็นครั้งแรก Eve พยายามหาอะไหล่มาเปลี่ยนถ่ายให้ Wall-E จน Wall-E กลับมาขยับเขยื้อน และใช้การได้ดังเดิม แต่ทว่า Wall-E กลับลืมเรื่องราวทุกอย่างไปเสียแล้ว เพราะแผงวงจรในร่างกายชิ้นเดิมถูกทำลายจนเสียหายยับเยินไปแล้วนั่นเอง

Eve โศกเศร้ามาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เธอทำได้เพียงแค่จับมือของ Wall-E ไว้ ดังเช่นที่ Wall-E เคยปฏิบัติต่อเธอ เมื่อครั้งที่เธอเสร็จสิ้นภารกิจเมื่อครั้งกระนั้น ทันทีที่ Eve แตะหน้าผากของเธอลงที่หน้าผากของ Wall-E อย่างสิ้นหวัง ข้อมูลความทรงจำระหว่างเขา และเธอก็พลันถูกส่งถ่ายไปยังสมองจักรกลของ Wall-E ทำให้ Wall-E ฟื้นคืนความทรงจำกลับมาเป็น Wall-E คน (ตัว) เดิม

เรื่องจบลงตรงที่ทั้งหุ่นยนต์ และมนุษย์ต่างก็ร่วมกันฟื้นฟูโลก จากต้นไม้ต้นเล็กๆ ในรองเท้าบูทที่เป็นเสมือนเครื่องนำร่อง กลับกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เพิ่มจำนวนทบเท่าพันทวี ผืนดิน ผืนน้ำ ผืนฟ้า รวมทั้งโลกก็พลันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งตามครรลองอันถูกต้องที่ควรจะ เป็น...

Wall-E นอกจากจะสื่อถึงความรัก และความผูกพันระว่าง Wall-E และ Eve ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องอาศัยการป้อนข้อมูลใดๆ แล้ว ยังให้แง่คิดแก่ผู้ชมในการที่จะช่วยกันธำรงรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ให้ยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่สูงส่งอันจะเป็นตัวทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของ มนุษย์อีกด้วย

เข้ากั๊นนนนนน เข้ากัน กับ Concept "GREEN" เสียจริงๆ ว่ามะ?

edit @ 9 Jan 2009 16:04:45 by Korwoo